ClickThaiHome บริการข้อมูล
  ธนาคารแข่งขันกันปล่อยกู้มาก ควรจะเลือกกู้ซื้อบ้านจากธนาคารไหนดี ?
 

ผู้ซื้อบ้าน โดยทั่วไป มักจะไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะชำระค่าบ้าน ดังนั้นเมื่อได้ตัดสินใจซื้อบ้านโดย ชำระเงินดาวน์ ประมาณ 20-30% ของราคาแล้ว เงินก้อนใหญ่ที่เหลือประมาณอีก 70-80% ที่จะจ่ายให้ กับเจ้าของโครงการหรือ ผู้ขายก็จะต้องไปขอกู้จาก สถาบันการเงินประเด็น ก็คือ จะไปขอกู้เงินที่ไหนดี ?

เนื่องจาก มีธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆจำนวนมาก ที่แข่งขันกันปล่อยกู้ กรณีที่ผู้ซื้อ ซื้อบ้านใหม่ จากโครงการจัดสรร หรือซื้อผ่านบริษัทตัวแทนนายหน้า ทางบริษัทเหล่านี้ มักจะติดต่อสถาบันการเงินที่เป็นแหล่งสินเชื่อให้เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับลูกค้า ในการกู้เงิน ซึ่งส่วนใหญ่สถาบันการเงินนี้ ก็คือ ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนที่สนับสนุนทางการเงินในการ พัฒนาโครงการ นั่นเองหากจะถือเอาความง่าย สะดวกรวดเร็วผู้ซื้ออาจขอกู้จากสถาบันการเงินที่ผู้ขายจัดบริการไว้ก็ได้ โดยผู้ขายมักจะให้ใบตาราง การกู้เงิน (หรือโบรชัวร์จากธนาคาร) แก่ผู้ซื้อพิจารณา ซึ่งระบุจำนวนเงินดาวน์ และจำนวนเงินที่จะขอกู้ จากธนาคาร ว่าถ้ากู้เงิน จำนวนเท่าใด ระยะเวลาเท่าใด (10 ปี 15 ปี 20 ปี เป็นต้น) อัตราดอกเบี้ยเท่าใด จะผ่อนเดือนละเท่าใด แต่ผู้ซื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องไปกู้ จากธนาคารที่เขาติดต่อไว้ให้ก็ได้หากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ย เงินกู้สูงกว่าธนาคารอื่นหรือสามารถ กู้ได้ในวงเงินที่น้อยไปหรือธนาคารมี การคิดค่าใช้จ่ายอื่นๆเกี่ยวกับ การขอกู้เพิ่มเติมมากกว่าที่อื่น เช่น ค่าประเมินหลักประกัน ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ค่าไถ่ถอนจำนอง ก่อน กำหนด เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะผู้กู้มีสิทธิเต็มที่ ที่จะเลือกกู้จากธนาคารใดก็ได้ ตามที่ตน เห็นว่าเหมาะสมและจะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ ตนในการกู้เงิน เพื่อซื้อบ้าน

สถาบันการเงินที่ผู้ซื้อควรพิจารณาเป็นอันดับแรก อย่างน้อย เพื่อการเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินอื่น คือธนาคารอาคารสงเคราะห์เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินหลักของรัฐที่ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยโดยตรงมายาวนาน กว่า 50 ปีและเน้นการให้สินเชื่อที่ "ไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด" ดังข้อพิสูจน์ที่ผ่านมากว่า 50 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มักจะต่ำกว่า ธนาคารอื่นๆ เสมอ ดังนั้น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จึงเป็นธนาคาร หลักเกี่ยวกับบ้าน และมีผู้นิยมมากู้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องนานนับสิบปี ปัจจุบัน ธนาคารฯ มีลูกค้าเงินกู้ กว่า 800,000 ราย ในภาวะที่สถาบันการเงินมีสภาพคล่องทางการเงินสูง

ดังปีที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่นๆ ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจอื่นๆ ได้มาก นัก จึงต่างพากัน แข่งขันในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยกันอย่างดุเดือดเข้มข้น ทั้งในแง่ของวงเงินให้กู้ที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง และความสะดวกรวดเร็วในการอนุมัติกู้ รวมทั้งการให้บริการอื่นๆ ซึ่งผู้กู้ก็สามารถ พิจารณาเปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ได้ แต่อย่าลืมว่า การกู้เงินเพื่อบ้าน เป็นการกู้ระยะยาวนาน 15-20-30 ปี

ดังนั้น จึงมิใช่ ดูแต่เรื่อง "อัตราดอกเบี้ยคงที่สั้นๆ 2-3 ปี" เท่านั้น หากต้องมองไกลออกไปด้วยว่า ระยะหลัง จากนั้น อาจจะมี การปรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากก็ได้ นอกจากนี้ ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นๆในการกู้ด้วย เช่น "การคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ" ว่ามีหรือไม่ ประการใด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกสถาบันที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด ที่จะขอกู้ สำหรับรายละเอียดว่า สถาบันการเงินใด ปล่อยกู้เพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินเท่าใด ระยะเวลาผ่อนนานเท่าใด อัตราดอกเบี้ยเท่าใด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด และมีเงื่อนไขอื่นอย่างไรบ้างผู้กู้อาจ ตรวจสอบได้ง่ายๆจาก นิตยสารเพื่อการซื้อบ้านโดยตรงหลายฉบับ หรือตรวจสอบจาก เว็บไซต์ ของธนาคารเหล่านั้น และเมื่อได้ ข้อมูลเบื้องต้นแล้วอย่าลืมโทรศัพท์สอบถามไปยังสถาบันการเงินที่ตนสนใจกู้โดยตรงด้วย หรือเข้าไปขอเอกสารรายละเอียดจาก ธนาคารที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานของตนเพื่อจะได้รู้รายละเอียดต่างๆ อย่างชัดเจนมากขึ้น